--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Home

จังหวัดเชียงใหม่


จังหวัดลำปาง

จังหวัดลำพูน

จังหวัดแม่ฮ่องสอน

จังหวัดน่าน

จังหวัดพะเยา

พลังแห่งชุมชน วิถีคนลาหู่ดำ

ฅนมีขวัญ ข้าวมีขวัญ

บทเรียนอื่นๆ

      บนสันดอยแห่งรอยต่อของความขัดแย้ง ณ ชายขอบพรมแดนไทยพม่า   ฟากหนึ่งนั้นคือ ว้า  อีกฟากเนินนั้นคือกอง
กำลังไทยใหญ่ ... หมู่บ้านเล็ก ๆ  แห่งหนึ่ง  กลับ ดำรง อยู่อย่างสงบสุขตามวิถีชีวิตที่เรียบง่ายได้อย่างไร ในท่ามกลาง
กรุ่นสงครามและเส้นทางยาเสพติด พี่น้องชนลาหู่หรือมูเซอดำแห่งบ้านห้วยเฮี๊ยะ  อำเภอ ปาง มะผ้า
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ใช้ ชีวิตสืบทอด จิตวิญญาณมาหลายชั้นอายุกว่าแปดสิบปีที่แดนดอยแห่งนี้ หลังเดินทางไกล
จากเมืองแสนหวี รัฐฉานข้ามเขต แบ่งประเทศ มาอาศัยอยู่ที่ดอยสามหมื่น เขตอำเภอปายก่อนจะย้ายต้นกล้าลาหู่มา
ฝั่งรากณ ที่อยู่ปัจจุบันแม้ระยะทางจะทอดไกลหลายพันลี้จากเมืองต้นกำเนิดแต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งไป
ระหว่างทาง ยังคงยึดมั่นเป็นแนวทางของชีวิตเสมอมา...
      อื่อซา คือสิ่งสูงสุดที่พี่น้องลาหู่บ้านห้วยเฮี๊ยะศรัทธา แต่หาใช่การบูชาอย่างไร้สติ หากแต่เป็นการแสดงออกต่อ
โลกที่พวกเขาดำรงอยู่อย่างอ่อนน้อม   และเป็นการ ยืนยันถึงความมั่นคงในความเชื่อที่สั่งสมเป็นจารีต สืบทอด
มาจากแก่นวัฒนธรรม ของบรรพชนมูเซอดำ รากความคิดที่ได้จากนัยยะของความเชื่อดั้งเดิมคือกุญแจสำคัญ
ที่ทำให้บ้านห้วยเฮี๊ยะเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง
      ... ชุมชนเข้มแข็ง คืออะไร ...น้องพี่ชาวบ้านห้วยเฮี๊ยะกว่าห้าสิบคน ร่วมใจกันเดินทางข้ามไปเขตพม่าสู่ผืนนา
กลางหุบเขาของผู้เฒ่าคนหนึ่งในหมู่บ้าน  ต่างคนต่าง ลงแรงช่วยกันเก็บเกี่ยวเรียวข้าวท่ามกลางบรรยากาศที่เต็ม
ไปด้วยมิตรภาพ ทุกคนล้วนมาด้วยหัวใจ   ไม่มีใครสักคนที่เกี่ยงงอน
“เราไม่เคยคิดว่าเป็นการเอามื้อกันต้อง
ตอบแทนกันเป็นเงินเป็นทองหรืออย่างอื่น แต่เราคิดว่าเราจะได้ไปเรียนรู้กับคนเฒ่าคนแก่ได้ไปเจอเพื่อนฝูง พูดคุย
แลกเปลี่ยนกัน”
ชายหนุ่มบอกเล่าถึง สิ่งที่ได้รับมาในวันนั้น มันมีค่ายิ่งกว่าเงินทองหรือเครื่องตอบแทนอื่นใด เป็น
ภาพที่อวลด้วยไออันอบอุ่นของความเป็นหนึ่งเดียวกันในชุมชน  เป็นครอบครัวเดียวกัน และความเป็นฅนลาหู่ดำ...
      ความเอื้ออาทรต่อกันการแบ่งปันน้ำใจให้กันและกันของชาวบ้านห้วยเฮี๊ยะยังสะท้อนออกมาให้เห็นจาก
ประเพณีแบ่งเนื้อเป็นธรรมเนียมชนเผ่าเก่าแก่อันงดงาม ที่พวกเขายังคงยึดมั่นปฏิบัติ คือเมื่อใดก็ตามที่ล่าเนื้อ
สัตว์ป่า หมูป่ามาได้ จะไม่เก็บไว้กิน คนเดียวจะนำกลับมาหมู่บ้านเพื่อแบ่งเนื้อกัน   แม้จะได้คนละนิดละหน่อย
แต่ทุกบ้านจะต้องได้รับเนื้อไปปรุงอาหาร มีข้อกำหนดอยู่ว่า เนื้อขาหน้าจะต้องมอบให้ แก่ลูป่าคือผู้นำทาง
จิตวิญญาณของชาวบ้านลาหู่ดำ   ส่วนคอจะต้องมอบให้ จาลิป่าคือ ผู้อาวุโสที่ชำนาญเรื่องการตีมีดที่ชาวลาหู่ดำ
ต้องให้ความเคารพเนื้อสันครึ่งหนึ่งจะต้องมอบให้ ปู่กั๊ง  หรือผู้ใหญ่บ้านที่ต้องให้ครึ่งเดียวเพราะความเชื่อที่ว่า
ถ้าให้เนื้อสัน ไปหมดจะล่าเนื้อได้เพียงครั้งเดียว ถ้าให้ครึ่งเดียวจะล่าได้อีกเรื่อย ๆ
“หมูป่าที่เราได้มา ถ้าจะขาย
เอาเงินก็ขายได้ แต่เราไม่ขาย เอามาแบ่งกันดีกว่า”
นี่คือคำพูดที่ มาจากหัวใจคนหนุ่มชาวลาหู่แห่งบ้านห้วยเฮี๊ยะ
      ความผูกพันที่ถักทอด้วยมือของชาวบ้านห้วยเฮี๊ยะเอง คือ เนื้อแท้แห่งชีวิตลาหู่ดำ มิตรภาพที่เป็นธรรมชาติ
เกิดขึ้นมาอย่างง่ายๆ ไม่มีสิ่งซ่อนเร้นซับซ้อนเหล่านี้ล้วนกล่อมเกลาจากรากเดิมของความเป็นมูเซอดำ
“เพื่อนมีค่า
กว่าเงินทอง สำคัญกว่าความร่ำรวย  ถ้ามีเงินมากเป็นคนยิ่งใหญ่แต่ไม่มีเพื่อนก็ไม่เอาถ้าจนมีเงินน้อยแต่เรา
มีเพื่อนขออยู่อย่างจนดีกว่า”
พ่อเฒ่าคนหนึ่งยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ...
      บ้านของจาเหมาะ ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านที่เป็นเหมือนศูนย์รวมของชาวบ้าน มีชาพื้นบ้านอุ่นรอ
ต้อนรับเพื่อนทุกคน ควันไอจาง ๆ   ที่ลอยเหนือถ้วยชา    คล้ายเป็น ตัวแทนสิ่งที่ร้อยดวงใจของพวกเขาเข้าไว้
ด้วยกันบ้านของจาเหมาะจะมีเวทีชาวบ้านอย่างง่าย ๆ เป็นพื้นที่เติมเต็มทางความคิดแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน
ทุกเรื่องและยัง เป็นดั่งศูนย์กลางข่าวสารของหมู่บ้านถ้ามีข่าวมีเรื่องอะไร บ้านของเขาจะทำหน้าที่รับฝากข่าว
และกระจายข่าว ถือเป็นการมีส่วนร่วม และมีความหมายของสมาชิกคนหนึ่งของชุมชนแล้วยังแสดงให้เห็นว่า
ชาวบ้านมีการสื่อสารระหว่างกัน มีการรวมกลุ่มโดยธรรมชาติของตัวชุมชนเอง
      การให้ความสำคัญต่อผู้อาวุโสในหมู่บ้านเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นครรลองของคนหนุ่มสาวชาวบ้าน
ห้วยเฮี๊ยะ ยึดเป็นแบบปฏิบัติพวกเขาให้เกียรติผู้เฒ่าเป็นครูแห่ง ชีวิต เมื่อใดที่ผู้เฒ่ากล่าวคำสอนคน
หนุ่มสาวจะหยุดฟังและเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นผู้เชื่อมรอยร้าวนั้นก็คือคนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้านนั่นเอง“ถ้าเกิด
มีปัญหาใน หมู่บ้าน เป็นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องผัวเมีย เรื่องการทำมาหากิน เราก็จะไปปรึกษาคนเฒ่าคนแก่ให้ท่าน
มาไกล่เกลี่ย ให้ท่านช่วยแก้ปัญหา บางครั้งก็ให้ท่านช่วยตัดสิน ”การให้บทบาททางสังคมที่สำคัญแก่
ผู้สูงอายุนี้  เปรียบได้กับการให้คุณค่าความหมายต่อไม้ใหญ่ที่ยืนต้นให้ร่มเงามาอย่างช้านาน   เป็นการเคารพ
ด้วยหัวใจที่แท้จริง เกิดจากความรักความนับถือไม่ได้เกิดจากอำนาจหรือความกลัว นอกจากคนเฒ่าคนแก่จะมี
ส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาแล้ว บางเรื่องกำลังหลักในการแก้ปัญหาก็คือ ชาวบ้านห้วยเฮี๊ยะทุกคน
     
“เมื่อปีสามแปดมีคนติดยาในบ้านเราอยู่ 15 คน  ชาวบ้านก็พาไปบำบัดที่ศูนย์แม่ริม พอกลับมาอยู่บ้าน 
พวกเราก็ช่วยกันดูแล  ช่วยกันสร้างเรือนให้เขาอยู่คอยช่วยเหลือเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ส่งข้าวส่งน้ำ เป็นกำลังใจ
ให้เขา เขาจะได้เลิกยาได้”
ชาวบ้านทุกคนคือส่วนสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหา เป็นการหล่อหลอม
ครอบครัวลาหู่กว่า 42 หลังคาเรือนในบ้านห้วยเฮี๊ยะให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ปัญหาใหญ่อย่างยาเสพติด
กลายเป็นปัญหาเล็ก ๆ   เมื่อพี่น้องในหมู่บ้านมีส่วนร่วมและรวมพลังกันต่อต้าน ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งยั่วยวน
ทั้งเงินสกปรก และความจอมปลอมของยาเสพติด
“ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นเม็ดยาบ้าเลย อย่างมากเคยเห็น
แต่ฝิ่น”
คือคำพูดจากปากของชายชาวบ้านห้วยเฮี๊ยะคนหนึ่ง ในคืนสนทนากับผู้มาเยือน ...
      แม้เส้นทางลำเลียงยาเสพติด จะพาดผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้    แต่พี่น้องชาวบ้านทุกคน ต่างพร้อมใจกัน
หันหลังให้กับมันแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยว ที่จะไม่ ยุ่ง เกี่ยวกับยาเสพติดอีกต่อไป เวลาเราไปประชุมใน
สภาตำบล   เราก็จะบอก บ้านอื่นว่าห้ามนำยาเสพติดเข้ามาในบ้านเราเด็ดขาด   ตั้งกฏ    เป็นข้อตกลงกับหมู่บ้าน
ใกล้เคียงไว้ ใครเอายาเสพติดมาที่
บ้านเรา จะไม่มีวันเข้ามาในบ้านห้วยเฮี๊ยะอีก  พ่อหลวงเอ่ยถึงเมื่อคราว ไปประชุมกับอีกหกหมู่บ้าน    พี่น้องลาหู่ดำ  ที่จะ
ประชุมกัน  ทุก ๆ สองเดือน ... “ พวกเราต้องตักเตือนกันเอง ต้องพูดคุยกันตลอด ไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาในหมู่บ้าน
      ”พ่อเฒ่าคนหนึ่งพูดขึ้นมาในวงสนทนา .....จึงเป็นการยืนยันว่า ในบ้านห้วยเฮี๊ยะนี้ ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องเล็ก
นิดเดียวและพี่น้องในชุมชน สามารถจัดการกับ ปัญหาได้ด้วยตัวของตัวเอง
      จากการศึกษาและทำงานในพื้นที่บ้านห้วยเฮี๊ยะกว่าสิบปีของ   โครงการส่งเสริมการเรียนรู้   และพัฒนาเครือข่ายการ
ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยชุมชน(RIAN Project)  หรือโครงการพัฒนาที่สูงไทยเยอรมันเดิมนั้น ซึ่งมีฐานะ
เป็นองค์กรพี่เลี้ยง   พบว่าชุมชนบ้านห้วยเฮี๊ยะเป็นชุมชน  ที่มีศักยภาพเข้มแข็ง  และปราศ จากปัญหายาเสพติดโดยสิ้นเชิง   และสำนักงานประสานและสนับสนุนภาคประชาชน ( สสช .)  สำนักงาน ป.ป.ส.  กระทรวงยุติธรรม   ที่มองเห็นคุณค่า
ของพลังชุมชน พร้อมที่จะสนับสนุนและผลักดันการต่อสู้ ยาเสพติดโดยชุมชนเป็นผู้จัดการปัญหาด้วยตัวเองเพราะสิ่งที่
จะป้องกันยาเสพติด  ได้ดีที่สุดคือความเข้มแข็ง  ของชุมชนและภาพที่เกิดขึ้นนี้คือผลและงานของชุมชนบ้านห้วยเฮี๊ยะเอง
     บทสรุปของความเข้มแข็งในชุมชนบ้านห้วยเฮี๊ยะ ที่สามารถตอบคำถาม ชุมชนเข้มแข็งคืออะไร   คือการที่ ชาวบ้านมี
ความเชื่อร่วมกันมองไปในทิศทางเดียวกัน  มี เป้าหมายร่วมกัน  ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีงาม   มองว่าปัญหาของพี่น้อง
ในชุมชนก็คือปัญหาของตัวเอง  มีการสื่อสารและร่วมเรียนรู้ระหว่างกันชาวบ้านทุกคน    มีความหมายมีโอกาสและ
ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ในการจัดการกิจกรรม หรือแก้ไขปัญหา ก่อเกิดพลังที่แข็งแกร่ง
      รากฐานของความคิดที่มาจากจารีต อาจเรียกว่าประเพณี วิถีพื้นบ้านหรืออะไรก็ตาม แต่นี่คือชีวิตจริงที่ครอบครัว
ลาหู่ดำ บ้านห้วยเฮี๊ยะได้ร่วมกันสร้างสรรค์สายใยที่ปราศจากช่องว่าง เต็มไปด้วยความผูกพัน การแบ่งปัน  ความรัก  ความดีงามทุกอย่างที่หลอมรวมดั่งการหลอมเหล็กกล้าของจาริป่า เป็นมีดเป็นพร้าเพื่อต่อสู้กับ ปัญหาทุกอย่างที่จะ
คาดขวาง และด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของพวกเขาจะฝ่าข้ามไปได้ด้วยพลังของชุมชน
                                                                                                                                   By : จาตุพล  จันทรบุบผา
 
มูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทยสาขาภาคเหนือตอนบน
สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค5 บริเวณส่วนราชการ จังหวัดเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50303  โทรศัพท์ / แฟกซ์ : (053)112477
E-mail : webmaster@thai-cef.com www.thai-cef.com