--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Home

จังหวัดเชียงใหม่


จังหวัดลำปาง

จังหวัดลำพูน

จังหวัดแม่ฮ่องสอน

จังหวัดน่าน

จังหวัดพะเยา

พลังแห่งชุมชน วิถีคนลาหู่ดำ

ฅนมีขวัญ ข้าวมีขวัญ

บทเรียนอื่นๆ

สรุปบทเรียนการดำเนินงานเพื่อชุมชนเข้มแข็งจังหวัดพะเยา

ผลที่เกิดขึ้นในชุมชน หลังจากมีการทำงานร่วมกัน
     เกิดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาชุมชน  ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา วางแผนงาน และปฏิบัติการใน
ทุกๆงานที่ เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนโดยรวม เช่น การร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม “หมวดศีล” ซึ่งเดิม
บทบาท ของหมวดศีลจะมีแค่เก็บเงินในหมวดตัวเอง ก็มีการพัฒนาบทบาทมากขึ้น เช่น มีการเก็บข้อมูลของคนในหมวด
ทั้งสภาพครัวเรือนรายได้ รวมถึงปัญหา ต่างๆ ที่ทำให้คนรู้จักกันดีขึ้นและได้ช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหา กิจกรรม
“อุ๋ยสอนหลาน” เป็นการเชื่อมโยงคนสองวัยให้มารู้จักและ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน  สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการ
ปรับเปลี่ยนวิถีปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เช่น ลดการกินเหล้าในงานศพ
     ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนใกล้ชิดกันมากขึ้น    พูดคุยปรึกษาหารือกันด้วยเหตุด้วยผลมากขึ้น มีการดูแล
ปรับท่าทีในการอยู่ร่วมกัน มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น
     เศรษฐกิจมั่นคงมากขึ้น   พบว่าภายในครอบครัวมีความพยายามลดรายจ่าย คำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของ
ครอบครัวเกิดการประหยัดอดออม มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายครัวเรือน
     สิ่งแวดล้อมชุมชนดีขึ้น  เมื่อชุมชนคำนึงถึงความอยู่รอดจึงมีการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น คำนึงถึง
ความยั่งยืนหลายๆ ด้าน มีการตั้งกฎกติการ่วมกันเพื่อควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยกันฟื้นฟู
สภาพที่เสื่อมโทรมไปแล้ว เช่น การกำหนดพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์ปลา ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ทุกครัวเรือน รวมถึงการ
ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
     ผู้นำเกิดกำลังใจในการทำงาน  อยากช่วยกันทำงานเพื่อส่วนรวม ตลอดจนคิดแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชนใน
ระยะยาวได้(ไม่ใช่แค่ตามแก้ปัญหา)

จุดอ่อน ของชุมชนที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ ซ้ำอีก
     
- การทำกิจกรรมของหลายชุมชนยังเป็นการเลียนแบบ ปฏิบัติโดยไม่รู้จริง ไม่ลึกซึ้งในกิจกรรมที่ทำ ขาดการ ประยุกต์ดัดแปลงให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชน
     - ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เอื้อ บางชุมชนเป็นชุมชนเดี่ยวอยู่ในพื้นที่ล่อแหลม เป็นเขตอับสัญญาณการพัฒนา ไม่ค่อยมีหน่วยงานใดอยากเข้าไป การขยับงานจึงค่อนข้างช้ากว่าพื้นที่อื่นๆ
     - ปัญหาการสื่อสาร เช่นในชุมชนที่มีคนเมืองกับกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าอยู่ร่วมกันความแตกต่างทำให้เกิดช่องว่าง
ในชุมชน
     - ชาวบ้านยังขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่ยึดหลักเหตุและผล
     - ค่านิยมทางวัตถุที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้เปลี่ยนแปลงความคิดได้ยาก
     - แกนนำส่วนใหญ่มีภารกิจมากทั้งงานราษฎร์งานหลวง กระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัวยังไม่มั่นคง ขณะเดียว กันการหาผู้ที่จะมาสืบทอดเจตนารมณ์ต้องใช้เวลานานในการพัฒนาเพราะมีคนทำงานน้อยเกินไป อีกส่วนหนึ่งคือ แกนนำเก่ายังขาดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการทำงานที่จะถ่ายทอด
     - นโยบายบางเรื่องไม่เอื้อต่อการทำงาน ซึ่งมีส่วนทำให้คนทำงานไม่สามารถที่จะมาทุ่มเทได้เต็มที่
เพราะเกิดความกังวลในชีวิตด้านอื่น
     - ชุมชนจำนวนมากยังขาดการทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องขององค์ความรู้ ทักษะในการทำงานและ
ประสบการณ์ต่างๆ เพื่อใช่ประโยชน์ในการทำงาน การวางแผน และการเผยแพร่ นอกจากนี้ก็ยังมีข้อจำกัดใน
กระบวนการทบทวน วิเคราะห์ ประเมินผลตนเอง ซึ่งมักต้องอาศัยพี่เลี้ยงหรือบุคคลภายนอกตลอดเวลา

ทิศทาง ในอนาคตที่ชุมชนจะดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็ง
     - ขยายหรือเพิ่มแกนนำให้เข้ามาทำงานร่วมกันมากขึ้น
     - สร้างการมีส่วนร่วมในทุกระดับ
     - เชื่อมโยงการทำงานภายในชุมชน หนุนช่วยกันระหว่างครอบครัว-ชุมชน-เครือข่าย โดยจัดปรับให้เหมาะสม
และเอื้อต่องาน
     - ผลักดันและเชื่อมโยงงานชุมชนเข้าไปเป็นนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการ เพื่อ
ให้มีการบูรณาการทำงานระหว่างชุมชนกับองค์กรภายนอก
     - สร้างกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนสู่เครือข่าย เริ่มจากใกล้ตัวไปหาไกลตัวและเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์
ของปัญหาต่างๆ เพื่อให้คนมีวิจารณญาณ รู้จักวิเคราะห์แยกแยะ
     - พัฒนายกระดับศักยภาพแกนนำ
     - ขยายฐานการทำงานไปในพื้นที่ล่อแหลมและพื้นที่อับสัญญาณด้วยนานาวิธีการ
     - เชื่อมประสานการทำงานชุมชนเข้มแข็งกับงานป้องกันและปราบปราม ให้เคลื่อนไปพร้อมกัน

เหตุผล ที่คนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหา
     “ชุมชนอ่อนแอ”
เริ่มสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง เคยร่วมกัน “เอามื้อเอาวัน” เปลี่ยนไป “เอาเงินว่า” กระทบ
ลึกไปถึง “วิธีคิด”เปลี่ยนไป“ เอาง่ายว่า ”สภาพปัญหาในอนาคตอาจจะยิ่งแย่กว่านี้จนเกิดจินตนาการได้ “ถ้าไม่แก้
ปัญหาชุมชนจะแย่ลงเรื่อยๆ”
     
การที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาเพราะ “เรารู้ปัญหาของเราดี” และเป็นผู้ที่ได้รับรับผลกระทบโดยตรง
ชุมชนจึงต้องลงมือทำด้วยตนเองเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
     การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเป็นเสมือนกำลังใจให้คนทำงานชุมชนเริ่มตระหนักรู้ วิเคราะห์ แยกแยะ ทบทวน
ประเมินตัวเอง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ทำงานแบบ “ข้ามาคนเดียว”

ปัจจัยภายในที่เอื้อต่อการทำงาน

     ผู้นำมีศัยภาพในการทำงาน ชาวบ้านมีความรักความสามัคคี ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานมี “ทุนทางสังคม”
คือ ระบบเครือญาติ วัฒนธรรมประเพณีที่ผูกพันผู้คนไว้ด้วยกัน พร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุข กระบวนการทำงานมี ความเหมาะสมสร้างการยอมรับและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของได้

ปัจจัยภายนอกที่เอื้อต่อการทำงาน
     การมีภาคีหรือพันธมิตรที่หนุนช่วยทั้งเรื่องของความรู้ วิทยากร และทางผ่านงบประมาณ การมีเพื่อนร่วม
อุดมการณ์ที่ดี เข้าใจและยอมรับชุมชน ทำให้เป็นพลังที่เอื้อต่อคนทำงาน นโยบายและทุนภายนอกที่เข้ามา สนับสนุนชุมชนต้องมีความสอดคล้องกับทิศทางการแก้ไขปัญหาของชุมชน เพื่อเป็นแรงผลักดันการทำงานให้
ก้าวหน้าได้อย่างมีพลัง

สถานการณ์ปัญหา
     
- ปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชนและระหว่างชุมชน
     สาเหตุของความแตกร้าวระหว่างคนในชุมชน มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเกิดจากการแยกหมู่บ้าน จากเดิมที่เคย
อยู่ในชุมชนเดียวกัน พอชุมชนใหญ่ก็มีปัญหา “ แยกบ้าน แยกตัว แยกใจ ”
     - ปัญหาหนี้สิน
     การวิ่งตาม “ ความทันสมัย ” เหตุใดชาวบ้านจึง “ จ่ายเงิน ” ออกไปง่าย “ กองทุนที่มีมากเกินไปเหมือนมีเงิน
หมุนมาให้กู้เรื่อยๆ ” บางทีไม่มีความจำเป็นต้องกู้ แต่กู้เพราะ “ กลัวเสียเปรียบ เข้ากู้ เราก็ต้องกู้ ” ปริมาณหนี้สิน
ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
     - ปัญหาระบบการเมืองท้องถิ่น  จะมีอยู่ 3 ส่วน
     ส่วนแรก คือ นักการเมืองขาดคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำในการพัฒนา
     ส่วนที่สอง คือ นโยบายท้องถิ่นที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
     ส่วนที่สาม คือ ชาวบ้าน มีทัศนคติที่มองไม่เห็นภาพรวมของปัญหา บางครั้งผู้นำต้องทำงาน
“โตยใจ๋จาวบ้าน” จึงเกิดการแก้ไขปัญหาแบบไม่ตรงจุด
     - ปัญหานโยบายและกฎหมายกับการบังคับใช้ที่ขัดแย้งกับชุมชน
     ข้อกำหนดบางประการไม่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชนปัญหาเหล่านี้ทำให้องค์ความรู้ท้องถิ่นที่
สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเริ่มสูญหาย
     - ปัญหาเกี่ยวกับเยาวชน
     พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเยาวชนมักจะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน “ครอบครัว” เป็นปัจจัยที่สำคัญ ความแตกต่าง
ระหว่างวัยก็สร้างปัญหาได้ คือเกิดการรับรู้ไม่เท่ากัน ไม่สมดุลกันนำไปสู่การไม่ยอมรับความคิดเห็นกันและกัน
ที่น่าเป็นห่วงคือเด็กที่มีปัญหาก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในที่สุดและเป็นจุดกำเนิดของ
โศกนาฏกรรมบทใหม่ไปเรื่อยๆ
บทเรียนสำคัญจากการทำงาน
     
- การทำงานต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกคนรับรู้
     - ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องชัดเจนในบทบาทหน้าที่ รู้จักหวะซึ่งกันและกัน คล้ายกับ “ เล่นเพลงเดียวกัน ”
เพื่อให้สอดประสานและทำงานด้วยกันได้อย่างราบรื่น
     - การทำงานควรใช้หลักกระตุ้นให้เกิดแนวคิด ไม่ครอบงำ เพราะถ้าครอบงำจะเกิดปัญหา “ ไม่เท่ากัน ”
และส่งผลกระทบต่อผู้ที่ถูกครอบงำขาดความมั่นใจในตัวเอง
     - เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ควบคู่กัน และจะต้องมีการสรุปบทเรียนเป็นระยะๆ เพื่อพัฒนากระบวนการ
ทำงาน
     - หากขาดการติดต่อประเมินผลจะทำให้ไม่รู้จุดอ่อน และจะเกิดการซ้ำรอยข้อผิดพลาดเดิมได้ง่าย
 
มูลนิธิภูมิพลังชุมชนไทยสาขาภาคเหนือตอนบน
สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค5 บริเวณส่วนราชการ จังหวัดเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50303  โทรศัพท์ / แฟกซ์ : (053)112477
E-mail : webmaster@thai-cef.com www.thai-cef.com